ถั่งเช่าคอร์ดี้ไทย สิทธิบัตร ม.เกษตร สูตรสำหรับสุภาพบุรุษ (Cordythai for HIM) และสูตรสำหรับสุภาพสตรี (Cordythai for HER)สายด่วนโทร Tel : 089-770-4429 หรือ Line @cordythaishop ผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าคอร์ดี้ไทย CORDYTHAI งานวิจัย มาตรฐานระดับสากล


ถั่งเช่ากับภูมิคุ้มกัน

โรคของระบบภูมิคุ้มกันและการต้านอนุมูลอิสระ
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย คือระบบที่คอยปกป้องร่างกายของเราจากสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่อาจเข้ามาทำอันตรายเราได้ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคชนิดต่างๆ เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส ปรสิต พยาธิ รวมถึงสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ เช่น เซลล์ที่กำลังเจริญเติบโตไปเป็นมะเร็ง อวัยวะของผู้อื่นที่ปลูกถ่ายเข้ามาในร่างกาย การได้รับเลือดผิดหมู่ สารก่อภูมิแพ้ ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีคุณสมบัติเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายของเรายังไม่รู้จักซึ่งเรียกรวมว่า แอนติเจน (antigen) ซึ่งเมื่อร่างกายรับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่กระแสเลือดร่างกายจะสร้างสารแอนติบอดี (antibody) ขึ้นมาเพื่อจับกับสิ่งแปลกปลอมนั้น ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ร่างกายใช้สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ

ร่างกายของเรามีขั้นตอนต่างๆ ในการป้องกันการติดเชื้อขั้นแรกคือผิวหนังของเราเป็นด่านแรกที่ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ถ้าเชื้อโรคฝ่าด่านนี้เข้ามาได้ ระบบภูมิคุ้มกันที่ติดตัวมาแต่กำเนิด (innate immune system) จะทำงานต่อทันทีแต่ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น เวลาเกิดบาดแผล เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ที่ผิวหนังก็จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เพราะมีอาหารอันอุดมสมบูรณ์และสภาพแวดล้อมพอเหมาะ ทำให้เกิดการอักเสบเป็นหนอง หากเป็นแผลเล็กๆ ระบบภูมิคุ้มกันจะกำจัดเชื้อออกไป เพียงล้างแผลให้สะอาด รักษาแผลให้แห้ง ก็หายเป็นปกติได้เอง หรือการไอช่วยขับไล่สิ่งแปลกปลอมที่เราสำลักเข้าไปในหลอดลมและปอด หากสิ่งแปลกปลอมทำให้เกิดการระคายเคืองมาก เราก็ยิ่งไอนานไอจนกว่าจะหลุดออกมา เป็นต้น ร่างกายมนุษย์มีคุณสมบัติชั้นที่สามารถปรับระดับการป้องกันที่เรียกว่า adaptive immune system หรือ acquired immunity system เป็นระบบภูมิคุ้มกันที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อชนิดของเชื้อโรค มีการจดจำเชื้อโรคที่เข้ามาตั้งแต่ครั้งแรก และการตอบสนองครั้งต่อไปจะรุนแรงขึ้น เพราะจะมีการปรับเตรียมร่างกายให้ตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อโรคที่จะเข้ามาในภายหลัง เมื่อเชื้อโรคเข้ามาภายในร่างกายก็จะพยายามกำจัดเชื้อโรคเหล่านั้นทันที (ระบบภูมิคุ้มกันแบบนี้เป็นพื้นฐานของการทำวัคซีนนั่นเอง)

การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันแบบจําเพาะเจาะจงจริงๆ แล้วก็มีที่มาจากการถูกกระตุ้นของระบบภูมิคุ้มกันที่ติดตัวมาแต่กําเนิด ไม่ว่าจะเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ที่สามารถกินสิ่งแปลกปลอม (phagocytes) หรือที่เรียกว่าเซลล์นักฆ่า ตามธรรมชาติเซลล์เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่เฉพาะตัวแตกต่างกัน แต่ทว่าทํางานสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้
1. granulocyte เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดที่มี granule อยู่มากมายในเซลล์ ส่วนใหญ่อยู่ในกระแสเลือด แบ่งย่อยได้เป็น neutrophil นิวเคลียสมี 2-5 พู มีหน้าที่ทําลายสิ่งแปลกปลอมด้วยวิธีกลืนกิน (engulf) eosinophil นิวเคลียสมี 2 พู มีหน้าที่ทําลายสิ่งแปลกปลอม และยับยั้งการสร้างสารก่อภูมิแพ้ basophil มีนิวเคลียส รูปร่างเป็นรูป s หรือ m มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัว และไม่หลั่งสาร histamine ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้
2. agranulocytes เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดที่ไม่มี granule ในเซลล์ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ใหญ่ คือ monocyte และ lymphocyte (B-lymphocyte และ T-lymphocyte)
2.1 monocyte เป็นเม็ดเลือดขาวที่มีจํานวนน้อยในกระแสเลือด มีหน้าที่กินเชื้อโรคในกระแสเลือดและเก็บกินซากที่เกิดจากการทําลายเชื้อโรค macrophage เป็น monocyte ที่อยู่ในเนื้อเยื่อ กระจายอยู่ในอวัยวะต่างๆ เมื่อกิน antigen เข้าไปแล้วจะทําหน้าที่เป็น antigen presenting cell (APC) คือส่งสัญญาณจาก antigen ต่อมาให้เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocyte เพื่อรับหน้าที่ต่อไป dendritic cell มีหน้าที่เช่นเดียวกับ macrophage
2.2 lymphocyte เป็นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่ทําหน้าที่เข้มแข็งที่สุด แบ่งตามหน้าที่เป็น 3 ชนิด คือ
2.2.1 B lymphocyte หรือ B cell เมื่อสัมผัสกับ antigen แล้ว จะพัฒนาไปเป็น plasma cell มีหน้าที่ผลิตภูมิคุ้มกันในรูปของเหลวที่เรียกว่า humoral immunity (HI) ซึ่งก็คือ ภูมิต้านทาน (antibody) ที่จําเพาะต่อเชื้อนั้น ประกอบด้วยโปรตีน globulin ชนิดต่างๆ เรียกว่า immunoglobulin มีทั้งหมด 5 กลุ่ม คือ IgG, IgA, lgM, IgD และ IgE ทําหน้าที่จับติดกับ antigen แล้วทําลายด้วยวิธีต่างๆ ที่สลับซับซ้อน ส่วนใหญ่ภูมิต้านทานเหล่านี้จะอยู่ในร่างกายไปตลอดชีวิต เพราะมีเซลล์ที่แปรสภาพเป็นเซลล์ความจํา (memory cell) ทําหน้าที่จําเชื้อที่เคยพบแล้ว เมื่อเชื้อเดิมเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง เซลล์ความจําก็จะระดมพลเพื่อสร้าง immunoglobulin ออกมาในปริมาณมากทันทีภายในสัปดาห์แรกที่ติดเชื้อ จึงสามารถกําจัดเชื้อโรคออกไปโดยไม่ทันก่อโรค
2.2.2 T lymphocyte หรือ T cell เริ่มงานเมื่อได้รับสัญญาณจาก APC มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันประเภทเซลล์ ที่เรียกว่า CMI (cell-mediated immunity) ที่สําคัญมี 3 ชนิด คือ

T helper (Th cell) เป็นเม็ดเลือดขาว T cell ที่มีความสําคัญในการสร้างสมดุลของภูมิคุ้มกัน โดยเมื่อได้รับสัญญาณจาก APC มันจะถูกกระตุ้นให้กลายเป็น T cell ที่มีความว่องไว (sensitized T cell) มีอานุภาพสูงขึ้น และหลั่งสารมากมายหลายชนิดออกมาจากเซลล์ cytokines เพื่อกระตุ้นเซลล์ชนิดต่างๆในระบบภูมิคุ้มกัน ให้เพิ่มจํานวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพในการทําลายเชื้อโรคซึ่งภูมิคุ้มกันที่สมดุลในร่างกายขึ้นอยู่กับความสมดุลของ Th cell 3 ชนิด คือ Th1 Th2 และ Th17

1. Th1 คือ Th cell ที่เกิดจากการกระตุ้นจาก เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส เซลล์มะเร็ง สามารถหลั่งสาร Interferon gamma และ Tumor necrosis factor alpha ที่ทําให้เม็ดเลือดขาวนักฆ่าจับกินสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นได้ดีขึ้น
2. Th2 คือ Th cell ที่เกิดจากการกระตุ้นจากสารก่อภูมิแพ้ ปรสิต พยาธิ สามารถหลั่งสาร IL-4 IL-5 IL-10 และ IL-13 ที่กระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophil และ B cell ให้สร้าง antibody เพื่อจัดการกับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น

Th1 และ Th2 สามารถยับยั้งการทําหน้าที่ซึ่งกันและกันได้ อาการภูมิแพ้ และอาการแพ้ภูมิตัวเองที่เกิดจาก Th2 มากเกินสมดุล จึงแก้ไขได้โดยการเพิ่ม Th1

3. Th17 คือ Th cell ที่สามารถหลั่งสาร IL-17 ที่กระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด phagocytes ให้กําจัดสิ่งแปลกปลอมที่เหลือจากการจัดการโดย Th1 และ Th2

T suppressor มีหน้าที่ทําลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม อีกทั้งยับยั้งการทํางานของเซลล์ภูมิคุ้มกันเมื่อหมดความจําเป็นแล้ว ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อร่างกายจากการทํางานที่เกินเลยของระบบภูมิคุ้มกัน

Natural killer T cell (NK T Cell) หรือ cytotoxic T cells เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว T cell ที่เป็นนักฆ่าตามธรรมชาติที่ทําลายสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่มีภูมิหรือมีสารอื่นอยู่ที่ผิว เพื่อบ่งบอกว่าเป็นสารแปลกปลอม เซลล์นี้จะไม่ทําลายเซลล์ปกติของร่างกาย

2.2.3 Natural killer cell (NK Cell) เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดที่มี granule ขนาดใหญ่ที่จัดอยู่ในระบบของภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กําเนิด แตกต่างจาก NK T cell ทั้งรูปร่างลักษณะภายนอก แหล่งกําเนิดและหน้าที่ บ่อยครั้งที่การทํางานของ NK T cell ส่งเสริมการทํางานของ NK cell โดยหลั่ง IFNγ (interferon-γ เป็น โปรตีนชนิดหนึ่งในระบบภูมิคุ้มกัน) นอกจากนี้ NK cell ยังมีบทบาทในการตอบสนองภูมิคุ้มกันที่มีความจําเพาะเจาะจงต่อชนิดของเชื้อโรค มีความสามารถในการปรับตัวให้พร้อมกับสภาพแวดล้อมได้ทันที เนื่องจากมีหน่วยความจําภูมิคุ้มกันที่สามารถตอบสนองต่อการติดเชื้อทุติยภูมิที่มี antigen ชนิดเดิม บทบาทของ NK cell ทั้งในการตอบสนองภูมิคุ้มกันแต่กําเนิดและตอบสนองภูมิคุ้มกันที่มี ความจําเพาะเจาะจงเป็นคุณสมบัติสําคัญในการใช้ NK cell ในการทําลายเซลล์ที่ติดเชื้อ หรือมะเร็ง จึงเป็นทางเลือกในการรักษา โรคมะเร็งที่มีศักยภาพ

จะเห็นว่าเซลล์เหล่านี้ทํางานประสานกันอย่างดีเยี่ยม เพื่อรักษาสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันไม่มากไปหรือน้อยไปจนเกิดความเสียหายตามมา

cytokine ทําหน้าที่ในการสื่อสารระหว่างเซลล์สร้างจากเซลล์เม็ดเลือดขาวและเซลล์ต่างๆ ในร่างกายเพื่อตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นโดยจะออกฤทธิ์ต่อเซลล์เป้าหมายโดยจับกับตัวรับ (cytokine receptor) ที่อยู่บนผิวเซลล์นั้นๆ แล้วกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเซลล์เช่น IL-2 (interleukin คือสารที่ทํางาน ระหว่างเม็ดเลือดขาว) กระตุ้น B cell โดยไปจับกับ IL-2R (interleukin-2 receptor) ที่อยู่บนผิว B cell เป็นต้น cytokine เป็นโมเลกุลที่เซลล์ใช้ติดต่อสื่อสารกันเช่น T cell สร้าง cytokine ไปกระตุ้นให้ macrophage สร้างสารทําลายจุลชีพที่อาศัยภายในเซลล์มากขึ้นหรือไปกระตุ้น B cell ให้พัฒนาและสร้าง antibody ต่างๆ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าในขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่กระบวนการสร้างและพัฒนาเซลล์ การทํางานประสานกันระหว่าง innate immune response และ adaptive immune response ดังนั้นการที่ CMI response ช่วย Hl response หรือ innate immune response หรือแม้กระทั่งการกระตุ้นให้เซลล์ทําลายจุลชีพภายในเซลล์ก็มี cytokine เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น

ปัจจุบัน ข้อมูลทางการแพทย์พบว่า เม็ดเลือดขาวชนิด mononuclear cell ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง เมื่อนํามาแยกเพาะเลี้ยง และกระตุ้น ด้วย cytokine บางชนิด ทําให้เม็ดเลือดขาวดังกล่าวมีความสามารถในการทําลายเซลล์มะเร็งได้ เรียกเม็ดเลือดขาวที่ถูกกระตุ้นว่า cytokine-induced killer cell (CIK) ซึ่งเป็นเซลล์ในกลุ่มของ cytotoxic T lymphocyte ทําลายเซลล์เป้าหมาย โดยอาศัยกลไกแบบ non major histocompatibility complex อีกทั้งเมื่อฉีด CIK กลับเข้าในตัวผู้ป่วย ยังสามารถทําลายเซลล์มะเร็งในตัวผู้ป่วย ทําให้การเป็นซ้ำของโรคและ/หรือ การกําเริบของโรคน้อยลง และทําให้ผู้ป่วยมีโอกาสในการรอดชีวิตเพิ่มขึ้น

ถั่งเช่ากับภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ยาที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันจะใช้ในการเรียกคืนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้เข้าสู่ภาวะปกติ และเพื่อลดอุบัติเหตุและการติดเชื้อที่คุกคามชีวิต ส่วนยากดภูมิคุ้มกันเป็นยาที่ถูกนํามาใช้เพื่อช่วยกดภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ปรับเปลี่ยนภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบของอวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่าย ในกรณีร่างกายปฏิเสธการปลูกถ่ายอวัยวะ (Taylor และคณะ 2005) มีหลักฐานที่เพิ่มขึ้นซึ่งแสดงให้เห็นว่าถั่งเช่าสามารถเป็นทั้งตัวเพิ่มและตัวกดภูมิคุ้มกัน โดยปรับภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กําเนิดและภูมิคุ้มกันแบบจําเพาะเจาะจง (Li และ Tsim 2004 ; Ng และ Wang 2005 ; Feng และคณะ 2008 ; Zhou และคณะ 2009a)

ถั่งเช่ากับภูมิคุ้มกันของระบบทางเดินอาหาร
ระบบทางเดินอาหารมีบทบาทสองบทบาทในสรีรวิทยาของมนุษย์ นั่นคือการย่อยอาหารและการดูดซึมของสารอาหารและการบํารุงรักษาสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ระบบทางเดินอาหารร่วมกับเนื้อเยื่อน้ำเหลือง (GALT : gastrointestinal-associated lymphoid tissue) ประกอบด้วย Peyer’s patches (ต่อมน้ำเหลืองเล็กๆ หลายต่อมในผนังของลําไส้เล็ก) และ GALT อื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่รวมตัวกันในไส้ติ่ง ลําไส้ใหญ่ และหลอดอาหาร ต่อมทอนซิล และต่อมอะดีนอยด์ (เป็นต่อมน้ำเหลืองที่อยู่เหนือต่อมทอนซิล) ใน GALT จะประกอบไปด้วย macrophages, dendritic cell, B cell และ T cell ใน GALT มีทั้งการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กําเนิดและที่มาจากการปรับตัวทํางานร่วมกัน ในการรักษาสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันของ GALT (Huffnagle และ Noverr 2008) แม้ว่าถั่งเช่าสกัดจากน้ำร้อนจะไม่มีผลกระทบ โดยตรงต่อการแพร่กระจายของเชื้อ Salmonella sp. Escherichia coli และ Lactobacillus sp. แต่มันช่วยให้ประชากรแบคทีเรียที่เป็นอันตราย (Salmonella sp. และ E. coli) ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ และเพิ่มจํานวนแบคทีเรีย Lactobacillus sp. ที่เป็นประโยชน์ในลําไส้เล็กของลูกไก่ที่ได้กินถั่งเช่าในอัตรา 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน เป็นเวลา 35 วัน (Koh และคณะ 2003a) ผลการศึกษาพบว่าถั่งเช่าควบคุมแบคทีเรียในลําไส้โดยการปรับปรุง GALT หรือระบบภูมิคุ้มกันหรือทั้งสองอย่าง

การทดลองให้หนูถีบจักรสายพันธุ์ ICR กินสารสกัดจากถั่งเช่า ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงในอัตรา 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เป็นเวลา 7 วัน พบการกระตุ้นการทํางานของ macrophage ในช่องท้องและ Peyer’s patch cells ที่มีการเพิ่มขึ้นของ GM-CSF (granulocyte-macrophage colony-stimulating factor เป็นปัจจัยเจริญเติบโตของเซลล์เม็ดเลือดขาว ที่ช่วยกระตุ้นเซลล์ต้นกําเนิดในการผลิต granulocytes หรือเม็ดเลือดขาวที่มี granule เช่น neutrophil seosinophils และ basophils และ monocytes จึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน) และ IL-6 (interleukin-6 สร้างจาก macrophage กระตุ้นการอักเสบ เพิ่มจํานวนของ B cell) (Koh และคณะ 2002)

ทั้งนี้ macrophages ใน GALT ทําหน้าที่เหมือนเครื่องป้องกันภัยจากเชื้อแบคทีเรียโดยการกลืนกินและฆ่าเชื้อโรคใดๆ ที่ผ่าน lamina propria เข้ามา (เป็นวัสดุบุผิวชั้นที่เป็นเยื่อเมือกในท่อต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบทางเดินอาหาร) (Macpherson และคณะ 2002) ดังนั้นถั่งเช่าจึงช่วยส่งเสริมการทํางานของ macrophages ใน GALT (Koh และคณะ 2002) สารสกัดถังเช่าช่วยเพิ่มการหลั่งของ IL-2 (interleukin-2 กระตุ้นการแบ่งเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันภายหลังการติดเชื้อ) และ IFN-γ จาก Th1 cell ภายในต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง (MLN : mesenteric lymphnode) นอกจากนี้หนูที่มีการอักเสบภายใน MLN ที่ได้กินสารสกัดถั่งเช่าเป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่ามีความเข้มข้นของ IgE ในเลือด เม็ดเลือดขาวใน MLN IL-4 และ IL-10 ลดลง ขณะที่ การผลิต lgA เพิ่มขึ้น เป็นการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ต้านการอักเสบโดยปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ผ่านการควบคุมการผลิต Immunoglobulin และ cytokine จากเซลล์เม็ดเลือดขาวใน MLN (Park และคณะ 2008) นอกจากนี้ถั่งเช่ายังช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกันในลําไส้เล็ก โดยการกระตุ้นกิจกรรมของเม็ดเลือดขาว Tcell ใน Peyer's patch (Koh และคณะ 2002 ; Yu และคณะ 2003) โดยสรุปจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ถั่งเช่ามีผลกับภูมิคุ้มกันทั้งที่มีมาแต่กําเนิดและภูมิคุ้มกันแบบเฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ยังมีผลในการปรับภูมิคุ้มกันของลําไส้ ซึ่งอาจมีผลต่อระบบการทํางานของภูมิคุ้มกันต่อไป


สารต้านอนุมูลอิสระ Antioxidant
อนุมูลอิสระ (Free radicle) คือ โมเลกุลที่มีธาตุที่ไม่เสถียร เนื่องจากขาดอิเล็กตรอน ไป 1 ตัว อนุมูลอิสระจึงเป็นสารพิษต่อเซลล์ร่างกาย ถ้ามีมากในเซลล์ก็เป็นอันตรายได้โดยจะทําลาย ดีเอ็นเอ เยื่อหุ้มเซลล์ มีผลต่อการอักเสบ และการทําลายเนื้อเยื่อในระยะสั้น ในระยะยาวอาจมีผลต่อความเสื่อมหรือการแก่ของเซลล์ และอาจเป็นสารก่อมะเร็ง โรคหัวใจ และต้อกระจก เป็นต้น อนุมูลอิสระมีที่มาทั้งแหล่งภายนอกร่างกาย ได้แก่ มลพิษในอากาศ โอโซน ไนตรัสออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ฝุ่น ควันบุหรี่ อาหารที่มีกรด ไขมันไม่อิ่มตัว หรือธาตุเหล็กมากกว่าปกติ แสงแดด ความร้อน รังสีแกมม่า ยาบางชนิด เช่น doxorubicin, penicillamine และ paracetamol เป็นต้น และแหล่งภายในร่างกายได้แก่ ROS (Reactive oxygen species) ซึ่งมีมูลเหตุจากออกซิเจน เป็นต้น ตัวอย่างของอนุมูลอิสระได้แก่ O2-Superoxide anion, OH-Hydroxyl radicle, ROO Peroxy radicle, H2O2 Hydrogen Peroxide ฯลฯ ร่างกายก็มีกลไกที่จะกำจัดอนุมูลอิสระ (antioxidant) ได้ 2 วิธี คือ ใช้ เอนไซม์ต่างๆ ในร่างกายเช่น Superoxide dismultase (SOD) และใช้สารที่มีคุณสมบัติเป็นรีดิวซิ่งเอเจน ได้แก่ วิตามินอี Beta carotene และวิตามินซี เป็นต้น

ถั่งเช่าออกฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ
อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกายเนื่องจากมีมูลเหตุจากออกซิเจน (ROS) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีทั้งสองบทบาทในระบบชีวภาพ เนื่องจากสามารถเป็นได้ทั้งคุณและโทษต่อสิ่งมีชีวิต (Valko และคณะ 2004) โดยปกติ ROS ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเผาผลาญออกซิเจนตามธรรมชาติ และมีบทบาททางสรีรวิทยาในการส่งสัญญาณของเซลล์ แต่ความเข้มข้นของ ROS สามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาที่สิ่งแวดล้อมเกิดความเครียด เช่น การสัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) หรือความร้อนที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อไขมันโปรตีนและกรดนิวคลีอิกของเซลล์ โครงสร้างของเซลล์ ที่ได้รับความเสียหายเป็นต้นเหตุที่นําไปสู่โรคต่างๆ เช่น ความชรา โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคปอดอักเสบ ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ความผิดปกติที่มีการทําลายของเซลล์ประสาทในสมอง (Rahman 2003; Zhong 2006; Valko และคณะ 2007) ได้มีงานวิจัยเพิ่มเติมว่าถั่งเช่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในกลไกที่อยู่เบื้องหลังการชะลอความชรา ต้านมะเร็ง ต้านการอักเสบ ต้านการสะสมไขมันที่หลอดเลือด และปรับสมดุลการทํางานต่อภูมิคุ้มกัน (Ji และคณะ 2009)

ในการทดสอบ oxidase xanthine (xanthine oxidase assay เป็นการทดสอบความเข้มข้นของ uric acid ในกระแสเลือดโดยกลไกคือ xanthine oxidase ซึ่งเป็น enzyme ทําหน้าที่เปลี่ยน hypoxanthine ไปเป็น xanthine และเปลี่ยน xanthine ไปเป็น uric acid เอนไซม์นี้ยังมีบทบาทสําคัญในการสลายสารอาหาร (catabolism) ของ purines ในสิ่งมีชีวิตบางชนิดรวมทั้งมนุษย์) การเหนี่ยวนําเพื่อทดสอบภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (induction of hemolysis assay) และทดสอบ lipid-peroxidation (lipid-peroxidation assay เป็นการ ตรวจวัดระดับของ malondialdehyde หรือ MDA ซึ่งเป็นสารพิษที่ทําลายโครงสร้างโปรตีนและรหัสพันธุกรรม และยังจัดอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็ง (Li และคณะ 2002) มีรายงานผลที่แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นสารสกัดถั่งเช่าโดยใช้น้ำ (Li และคณะ 2001 ; Yu และคณะ 2006 ; Dong และ Yao 2008) หรือเอทธิลแอลกอฮอล์ (Wang และคณะ 2005 ; Won และ Park 2005 ; Ra และคณะ 2008) ต่างก็มีศักยภาพในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สําคัญในการทดลองที่ได้กล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตามสารสกัดจากน้ำแสดงผลยับยั้งที่ดีกว่าสารสกัดจากเอทธิลแอลกอฮอล์ต่ออนุมูลอิสระ superoxide anions and hydroxyl radicals (Yamaguchi และคณะ 2000a) นอกจากนี้ทั้งถั่งเช่าจากธรรมชาติและจากการเพาะเลี้ยง ต่างก็มีศักยภาพในการต้านอนุมูลอิสระโดยตรง จากการตรวจโดยใช้หลอดทดลอง เช่น การทดสอบ lipid-peroxidation, 1, 1-diphenyl-2-picrylhydrazyl (DPPH) และการทดสอบ protein-peroxidation ดังนั้นถั่งเช่าจากการเพาะเลี้ยงสามารถนํามาใช้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อทดแทนถั่งเช่าจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีปริมาณลดลงอย่างรวดเร็ว (Li และคณะ 2001; Yu และคณะ 2006; Dong และ Yao 2008)

ถั่งเช่าออกฤทธิ์ในการต้านความชรา
สําหรับการทดสอบสรรพคุณของถั่งเช่าด้านการชะลอความชราได้มีการทดสอบกับคนชรา พบว่าสารต้านอนุมูลอิสระ SOD เพิ่มการทํางานขึ้น (Superoxide dismutase เป็นเอนไซม์ที่ช่วยกําจัดอนุมูลอิสระที่พบว่ามีอยู่ในร่างกายแต่แรกเกิด แต่จะมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น) และลดการเพิ่มขึ้นของสาร MDA (malondialdehyde เป็นสารพิษที่ทําลายโครงสร้างโปรตีนและรหัสพันธุกรรม และยังจัดอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งในการทดลองในหนูอีกด้วย) ในการทดลองในสัตว์พบว่าถั่งเช่าช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอที่เสียหายได้ด้วย (Zhang และคณะ 1997) ถั่งเช่าที่สกัดโดยใช้น้ำและเอทธิลแอลกอฮอล์สามารถยับยั้งการสร้าง MDA ผ่านอนุมูลไฮดรอกซิลที่เกิดจาก peroxynitrite SIN-1 และหยุดยั้งการเกิดออกซิเดชันของไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และการสะสมของคอเลสเตอรอล (Yamaguchi และคณะ 2000a,b) ต่อมา Tsai และคณะ (2001) ได้แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมต้านอนุมูลไฮดรอกซิลของสารสกัดถั่งเช่า (ออกซิเดชั่นเป็นปฏิกริยาของการแย่งหรือสูญเสียอิเล็กตรอนของเซลล์หรือเนื้อเยื่อทําให้เสื่อมสภาพไป)

การศึกษาถึงผลของถั่งเช่าต่อการเรียนรู้ ความจําและความชรา โดยศึกษาจากการวัดปริมาณ ดี-กาแลคโตส (d-galactose น้ำตาลบำรุงสมอง) กับหนูที่ทําหมันแล้วพบว่าถั่งเช่าช่วยการปรับปรุงการทํางานของเอนไซม์ superoxide dismutase, glutathione peroxidase และ catalase และลดระดับของการเกิด lipid peroxidation และกิจกรรม monoamine oxidase ในหนูที่มีอายุมาก ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าถั่งเช่าสามารถปรับปรุงการทํางานของสมองและการทํางานของเอนไซม์ ต้านอนุมูลอิสระในหนูที่มีการเสื่อมสภาพของ ดี-กาแลคโตสที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าถั่งเช่าสามารถแก้ไขความบกพร่องในการเรียนรู้และต้านความชราได้ (Ji และคณะ 2009)

ที่มา : หนังสือถั่งเช่า สุดยอดยาอายุวัฒนะ
ปรึกษาขนาดการรับประทานถั่งเช่าคอร์ดี้ไทย CORDYTHAI
โทร : 089-770-4429
 / 084-109-5666
line @cordythaishop    Add Friends