ถั่งเช่าคอร์ดี้ไทย สิทธิบัตร ม.เกษตร สูตรสำหรับสุภาพบุรุษ (Cordythai for HIM) และสูตรสำหรับสุภาพสตรี (Cordythai for HER)สายด่วนโทร Tel : 089-770-4429 หรือ Line @cordythaishop ผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าคอร์ดี้ไทย CORDYTHAI งานวิจัย มาตรฐานระดับสากล


ถั่งเช่าบำรุงตับ

ตับคืออวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย อยู่ในช่องท้องซีกขวาด้านบนใต้กระบังลม ทำหน้าที่หลายอย่าง ได้แก่ สร้างสิ่งที่มีประโยชน์ (เช่นการสังเคราะห์โปรตีนและการผลิตสารชีวเคมีต่างๆ ที่ช่วยในการย่อยอาหาร) ทำลายสารที่เป็นพิษต่อร่างกาย (เช่นเชื้อโรค หรือยา) และทำหน้าที่เป็นคลังสะสมอาหารและปล่อยมาใช้เมื่อร่างกายต้องการ (เช่น แป้ง ไขมัน และ โปรตีน)

ตับยังจัดเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่สำคัญในขบวนการเมตาบอลิซึมหลายประการในร่างกาย เช่น การควบคุมปริมาณไกลโคเจนสะสม การสลายเซลล์เม็ดเลือดแดง และการผลิตฮอร์โมน เป็นต้น

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้เกิดโรคตับคือ
1. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
2. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซึ่งมีหลายชนิด ที่พบบ่อย คือไวรัสตับอักเสบ ชนิดเอ ชนิดบี และชนิดซี
3. โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคไขมันพอกตับ
4. การติดเชื้ออื่นๆ นอกเหนือจากเชื้อไวรัส เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อสัตว์เซลล์เดียว เช่น ฝีในตับและโรคพยาธิใบไม้ตับ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับชนิดที่เกิดจากท่อน้ำดี
5. ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด (เช่น ยาบางชนิดที่ใช้รักษาวัณโรค หรือจากยาพาราเซตามอล) หรือสารพิษบางชนิด (เช่น เห็ดพิษ หรือสมุนไพรบางชนิด)
6. โรคแพ้ภูมิตัวเอง
7. โรคมะเร็ง ทั้งชนิดที่เกิดจากเซลล์ตับเอง และจากโรคมะเร็งของอวัยวะอื่นๆ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แล้วแพร่กระจายตามกระแสเลือดมาสู่ตับ
8. พันธุกรรม เป็นโรคที่พบได้น้อยมาก และมักพบเกิดตั้งแต่เป็นเด็ก เช่น โรค Hemo chromatosis คือ โรคที่มีธาตุเหล็กไปจับในตับมากเกินปกติจนเป็นสาเหตุให้ตับสูญเสียการทำงาน เป็นต้น

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคตับ ที่สำคัญที่สุดในประเทศไทย คือ 2 ข้อแรก คือ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รองลงไปคือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ

อาการของโรคตับ มีได้หลายอาการขึ้นกับสาเหตุ ได้แก่
1. เจ็บใต้ชายโครงขวา หรือเจ็บ/ปวดท้องด้านขวาตอนบน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ของตับ
2. มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
3. ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย 
4. ตัวและตาเหลือง (โรคดีซ่าน)
5. ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม ร่วมกับอุจจาระสีซีด
6. มีน้ำในท้อง หรือท้องมาน มักร่วมกับอาการบวมที่เท้า
7. ถ้าเป็นมาก ลมหายใจอาจมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ (กลิ่นของสารตกค้างในร่างกาย เช่น สารในกลุ่มที่เรียกว่า ketone) มีอาการสับสนอารมณ์แปรปรวน มือ เท้า กระตุก และมือสั่น

วิธีตรวจดูการทำงานของตับนั้น แพทย์จะวินิจฉัยโรคของตับได้จาก ประวัติอาการ ประวัติการเจ็บป่วยต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประวัติการใช้ยาต่างๆ การตรวจร่างกาย การตรวจเลือดที่เรียกว่า การตรวจ LFT (Liver function test) การตรวจอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1. การตรวจวัดหาความผิดปกติของตับ โดยดูค่าการทำงานหรือค่าเอนไซม์ของตับ ได้แก่การวัดระดับเอนไซม์ ALT (alanine aminotransferase) และ AST (aspartate aminotransferase) ซึ่งเดิมเรียกกันว่า SGPT (Serum Glutamic Pyruvate Transferase) และ SGOT (Serum Glutamic Oxaloacetic Transferase) เอนไซม์ 2 ตัวนี้จะมีระดับสูงขึ้นเมื่อเซลล์ตับถูกทำลายในภาวะตับเกิดอันตรายเฉียบพลัน เช่น โรคตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสระดับ ALT และ AST จะสูงกว่าปกติเป็นร้อยหรืออาจสูงถึงพันหน่วยต่อลิตรได้ (ค่าปกติประมาณ 40 หน่วยต่อลิตร) ในโรคตับอักเสบเรื้อรังหรือตับแข็ง ระดับเอนไซม์ 2 ตัวนี้ไม่สูงมาก ประมาณ 2-3 เท่าของค่าปกติ และมักไม่สูงเกิน 100-300 หน่วยต่อลิตร ระดับเอนไซม์ 2 ตัวนี้ มีประโยชน์ ในการติดตามผลการรักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัส ระดับเอนไซม์ ALT และ AST อาจตรวจพบสูงกว่าปกติได้เล็กน้อย จากสาเหตุที่ไม่ใช่โรคตับ เช่น จากยาบางชนิด

การตรวจวัดประสิทธิภาพในการทำหน้าที่จริงๆ ของตับ
ที่นิยมใช้ 2 วิธี ได้แก่ การวัดระดับอัลบูมินในเลือด (albumin : ค่าปกติ 3.5-5 กรัมต่อเดซิลิตร) และการวัดเวลาการแข็งตัวของเลือด อัลบูมินเป็นโปรตีนสำคัญที่ตับสร้างขึ้น ดังนั้นถ้าระดับอัลบูมินลดลงโดยที่ผู้ป่วยนั้นไม่ได้ขาดอาหาร ก็บ่งชี้ถึงสภาพหน้าที่ของตับที่เสื่อมลง ส่วนการวัดเวลาการแข็งตัวของเลือดนิยมเรียกกันว่า PT (Prothrombin time) คือส่วนประกอบที่เป็นโปรตีนที่ทำให้เลือดแข็งตัวที่สร้างโดยตับ ผู้ป่วยโรคตับที่ตับเสื่อมสภาพ การทำหน้าที่สร้างโปรตีนเหล่านี้ลดลงทำให้เลือดที่ออกใช้เวลาแข็งตัวนานขึ้น

การตรวจเลือดดูหน้าที่ของตับอย่างอื่น ได้แก่บิลิรูบิน (Billirubin) เป็นสารสีเหลืองในน้ำดีซึ่งเมื่อมีระดับสูงในเลือดจะไปย้อมติดที่ผิวหนังและตาขาว เรียกว่าเกิดดีซ่าน บิลิรูบินเกิดจากการสลายตัวของส่วนประกอบในเม็ดเลือดแดง ตับจะเก็บบิลิรูบินออกจากกระแสเลือดเวลาเลือดไหลผ่านตับและขับออกทางน้ำดี เมื่อเป็นโรคของตับหรือทางเดินน้ำดี หรือเม็ดเลือดแดงแตกถูกทำลายจำนวนมากก็จะเป็นผลให้ระดับบิลิรูบินเพิ่มสูงขึ้นในเลือด ระดับบิลิรูบินในเลือดเป็นตัวบ่งถึงหน้าที่ของตับที่ดีเพราะแสดงถึงตับเสื่อมความสามารถในการขับออกจากกระแสเลือดและเปลี่ยนแปลงเพื่อขับออกสู่น้ำดี

ในโรคตับอักเสบที่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเอง (autoimmune hepatitis) พบได้จากการตรวจภูมิต่อนิวเคลียสเซลล์ หรือภูมิต่อกล้ามเนื้อเรียบและระดับโปรตีนชนิดโกลบูลินในเลือดสูง (globulin เฉพาะ gamma globulin นั้นมีบทบาทด้านภูมิคุ้มกันโรค ทำให้โปรตีนตัวนี้ได้ถูกตั้งชื่อใหม่เป็น immunoglobulin) ค่าโกลบูลินของคนปกติจะอยู่ที่ 2.3-3.4 กรัมต่อเดซิลิตร

นอกจากนี้ อาจมีการตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม ทั้งนี้ขึ้นกับอาการของผู้ป่วย สิ่งผิดปกติที่แพทย์ตรวจพบ และดุลพินิจของแพทย์ เช่น การตรวจภาพตับด้วย อัลตราซาวด์ เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ เอ็มอาร์ไอ การส่องกล้องตรวจทางเดินน้ำดีในตับ การฉีดสีตรวจทางเดินน้ำดีในตับและ/หรือการตัดชิ้นเนื้อจากตับเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา

รายงานการวิจัยถั่งเช่ากับโรคตับต่างๆ

ถั่งเช่าได้ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์สำหรับการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบและโรคที่เกี่ยวข้อง (Zhao 2000) การรักษาและการป้องกันโรคตับโดยถั่งเช่ามีหลายประการ คือ ประการแรก ถั่งเช่ามีศักยภาพในการเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง (Gong และคณะ 2000) และจากโรคตับแข็งเรื้อรัง (Zhu และ Liu 1992) ประการที่สองถั่งเช่าถูกนำมาทดสอบพบว่าสามารถยับยั้งและสลายไขมันพอกตับในหนูที่ถูกชักนำให้เป็นโรคตับแข็งโดยการให้ยา dimethylnitrosamine (Li และคณะ 2006 a; Wang และคณะ 2008) โดยการทดสอบในหลอดทดลองพบว่าถั่งเช่าสามารถยับยั้งการเพิ่มของสเตลเลตเซลล์ (stellate cell เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างพังผืดหรือเนื้อเยื่อระหว่างเซลล์ของตับ) (Chor และคณะ 2005) ลดการยึดเกาะของเซลล์ระหว่างโมเลกุลของพังผืด และ CD 126 (Classification Determinant : เป็นโปรโตคอลที่ใช้ตรวจสอบโมเลกุลเซลล์ผิวเพื่อทราบถึงภูมิคุ้มกันที่เฉพาะเจาะจงกับเป้าหมาย CD สำหรับมนุษย์จะมีหมายเลขสูงสุดที่ 364) ในเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพันของมนุษย์ (Li และ Tsim 2004) และลดการแสดงออกของ TGF-β (Transforming Growth Factor-β มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการไปกระตุ้น หรือยับยั้งการตอบสนองของเซลล์ต่างๆ ต่อสารกระตุ้นการเจริญชนิดอื่นๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์ นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ในการควบคุมการเปลี่ยนสภาพของเซลล์บางชนิดด้วย แต่หากเซลล์มีความผิดปกติเกิดขึ้น TGF-β ก็จะสูญเสียหน้าที่การทำงานไปด้วยทำให้เซลล์ดังกล่าวไม่อยู่ในความควบคุมของร่างกายจนกระทั่งกลายเป็นมะเร็งในท้ายที่สุด) และลดการแสดงออกของ platelet-driven growth factor (โปรตีนที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์และการแบ่งเซลล์) (Liu และ Shen 2003) ประการที่สาม ถั่งเช่าช่วยลดระดับของปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมัน (lipid oxidation คือ ปฏิกิริยาออกซิเดชันระหว่างออกซิเจนกับไขมันไตรกลีเซอไรด์ ที่มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ทำให้เกิดสารที่ให้กลิ่นและรสที่ผิดปกติเรียกว่า การหืน) ในเซรุ่มและเนื้อเยื่อตับ และลดเซรุ่ม TNF-α ในหนูที่ถูกทำให้บาดเจ็บที่ตับโดยใช้วัคซีน BCG (Bacillus calmette - Guerin) ร่วมกับ LPS (Lipopolysaccharide เป็น endotoxin) (TNF-α : Tumor Necrosis Factor Alpha ทำหน้าที่ในการสื่อสารระหว่างเซลล์มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับหลายขบวนการ เช่น ภูมิคุ้มกัน การอักเสบเป็นต้น) (Zeng และคณะ 2001) 

การศึกษาถั่งเช่ากับการทำงานของตับในเกือบทุกการทดลองพบว่า ถั่งเช่ามีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะที่สำคัญมากนี้ ในซีกโลกทางตะวันออกหลายประเทศรู้จักใช้ถั่งเช่าร่วมกับยา Lamivudine ในการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี และชนิดซี ในการศึกษาหนึ่งพบว่า การใช้สารสกัดจากถั่งเช่าร่วมกับสารสกัดจากเห็ดชนิดอื่นให้ผลการรักษาที่ดีคือใช้เวลาน้อยกว่าการใช้ยา Lamivudine อย่างเดียว (Wang และคณะ 2002) นอกจากนี้ยังมีผลการทดลองยืนยันว่าถั่งเช่ามีผลดีกับคนไข้ 33 คนที่มีปัญหาโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบีเรื้อรังในด้านการปรับเมแทบอลิซึมของโปรตีน (Zhou และคณะ 1990)

Zhu และ Liu (1992) พบว่าการรับประทานถั่งเช่าช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและเพิ่มระดับน้ำเหลืองในผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะสุดท้าย ช่วยทำให้การทำงานของตับดีขึ้น ต่อมา Siu และคณะ (2004) ได้ทำการทดลองให้หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก กินสารสกัดจากถั่งเช่า 200 พีพีเอ็มต่อวัน (200 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน) พบว่าถั่งเช่าช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานที่ตับ เพิ่มการไหลเวียนของเลือดในตับ ช่วยกระตุ้นการขนส่งอิเล็กตรอนในการผลิตพลังงานในการศึกษาของ Dai และคณะ (2001) พบว่าถั่งเช่าช่วยเพิ่มศักยภาพในการย่อยสลายพลังงานชีวภาพในตับของหนูทดลองการค้นพบนี้อาจจะอธิบายประสิทธิภาพของถั่งเช่าในการบรรเทาความเมื่อยล้าและการช่วยเพิ่มความทนทานของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอายุมากขึ้น ต่อมา Koh และคณะ (2003b) รายงานว่าสารสกัดถั่งเช่าโดยน้ำร้อนช่วยให้หนูทดลองว่ายน้ำได้ทนทานขึ้นและป้องกันความอ่อนล้าของหนูทดลองได้ด้วยเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กิน

Liu และ Shen (2003) ศึกษาพบว่าถั่งเช่าช่วยให้หนูที่ถูกเหนี่ยวนำโดยการใช้คาร์บอนเตตราคลอไรด์และเอทานอลให้เป็นโรคตับแข็ง (เป็นภาวะซึ่งเป็นผลที่เกิดจากโรคตับเรื้อรัง มีลักษณะเฉพาะคือการมีเนื้อเยื่อพังผืดเกิดขึ้นในเนื้อตับ อาจเกิดขึ้นจากพิษสุราเรื้อรัง จากไวรัส และไขมันพอกตับ) ผลปรากฏว่าหนูทดลองมีการพัฒนาเป็นตับแข็งช้าลง และการทำงานของตับดีขึ้นโดยยับยั้งการแสดงออกของทรานสฟอร์เมอร์โกรทแฟคเตอร์และโกรทแฟคเตอร์ที่ได้มาจากเกล็ดเลือด (หากโกรทแฟคเตอร์ของเซลล์ตับสูญเสียหน้าที่การทำงานจะทำให้เซลล์ตับไม่อยู่ในความควบคุมของร่างกายจนกระทั่งกลายเป็นมะเร็งในท้ายที่สุด) และลดการสะสมของโพรคอลลาเจน ชนิดที่หนึ่งและสาม (procollagen I & III) ซึ่งเป็นสาเหตุของไขมันพอกตั

ที่มา : หนังสือถั่งเช่า สุดยอดยาอายุวัฒนะ
ปรึกษาขนาดการรับประทานถั่งเช่าคอร์ดี้ไทย CORDYTHAI
โทร : 089-770-4429
084-109-5666
line @cordythaishop    Add Friends